"ไม้เทียม" มีกี่แบบ? แยกให้ออกระหว่าง WPC กับ ไฟเบอร์ซีเมนต์ ก่อนตัดสินใจซื้อ
คำว่า "ไม้เทียม" หรือ "ไม้สังเคราะห์" ในวงการก่อสร้างไทยนั้น เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกวัสดุที่ทำหน้าตาเลียนแบบไม้ แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้ความเหมือนนั้น ไส้ในและคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากเลือกผิดประเภท อาจใช้งานได้ไม่คุ้มราคาหรือผิดวัตถุประสงค์ได้ บทความนี้จะพามาแยกประเภทให้ชัดเจนครับ
1. ไม้เทียมไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement) นี่คือยุคแรกๆ ของไม้เทียมที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อแบรนด์ดังๆ อย่าง ไม้คอนวูด หรือ ไม้เฌอร่า ส่วนประกอบหลักคือ "ปูนซีเมนต์ + ทราย + เส้นใยเซลลูโลส"
จุดเด่น: แข็งแกร่งเหมือนปูน ปลวกไม่กิน ทนไฟ ราคาประหยัด หาซื้อง่าย
จุดด้อย: เนื่องจากมีส่วนผสมของปูน จึงมีความเปราะ หักง่ายถ้ากระแทกแรงๆ มีน้ำหนักมาก ที่สำคัญคือ "ต้องทาสีทับ" ซึ่งสีจะซีดจางไปตามกาลเวลา ต้องคอยทาสีใหม่ทุก 2-3 ปี และผิวสัมผัสจะมีความสากเหมือนปูน ไม่นุ่มนวลเท่าไหร่
เหมาะกับ: งานผนัง รั้ว หรือระแนงบังตา ที่ไม่ต้องการสัมผัสโดยตรงมากนัก
2. พื้นไม้เทียม WPC (Wood Plastic Composite) นี่คือนางเอกของงานพื้นภายนอกในปัจจุบัน WPC คือการนำ "ผงไม้" (Wood Powder) มาผสมกับ "พลาสติก" (Polymer) แล้วรีดออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ
จุดเด่น: ผิวสัมผัสและสีสันเหมือนไม้จริงมาก มีสีในเนื้อวัสดุเลยไม่ต้องทาสีเพิ่ม เหนียวและยืดหยุ่นกว่าปูน ทนความชื้นได้ดีเยี่ยม (เหมาะมากสำหรับปูรอบสระว่ายน้ำ) และไม่มีเสี้ยนตำเท้า
จุดด้อย: ราคาสูงกว่าไฟเบอร์ซีเมนต์ และมีการขยายตัว/หดตัวเมื่อเจอความร้อนมากกว่า จึงต้องเว้นร่องในการติดตั้งให้ถูกต้อง
เหมาะกับ: งานพื้นระเบียง (Decking) พื้นรอบสระว่ายน้ำ และงานตกแต่งที่ต้องการความหรูหรา สัมผัสสบายเท้า
สรุปเลือกใช้อะไรดี? หากคุณเน้นประหยัดงบ และทำเป็นรั้วหรือผนัง ไฟเบอร์ซีเมนต์ คือคำตอบ แต่หากคุณต้องการทำ "พื้นระเบียง" ไว้นั่งเล่น หรือเดินเท้าเปล่า และไม่อยากมานั่งทาสีซ้ำๆ ไม้เทียม WPC คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาวครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น